แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม

15

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังใช้แผนพัฒนาฯ นับได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะการส่งออกข้าวเป็นรายได้หลักของประเทศ  เป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบในการผลิตในด้านแรงงาน ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ได้เปรียบในการผลิตสามารถแข่งขันในตลาดโลกโดยตั้งแต่ประเทศไทยมีการใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบัน โครงสร้างและระบบเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สามารถสรุปถึงผลการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ดังนี้

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจายรายได้โครงสร้างการผลิตได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรม ผลิตเพื่อการส่งออก การเปิดการค้าเสรีและการลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่การขยายตัวไม่สม่ำเสมอ อุตสาหกรรมกระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติต้นเหตุแห่งการขยายตัวของผลิตภัณฑ์หรือการผลิตประชาชาติทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตจำนวนมากรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด ทำให้เกิดการบุกรุกที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ผลที่ตามมาคือ ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมและหมดไปอย่างรวดเร็ว

ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาการว่างงานในระยะที่ผ่านมา รัฐบาลและประชาชนใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีค่านิยมการใช้สินค้าจากต่างประเทศ การพัฒนาประเทศพึ่งพาเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาการแข่งขันและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศรุนแรงขึ้น นอกจากต้นทุนการผลิตที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศแล้ว ประเด็นที่สำคัญยังประกอบไปด้วยนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ ขณะที่ภาวะการณ์ในปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุของต้นทุนทางด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องมีการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ได้มาตรฐานสากล

แนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย

สำหรับทิศทางอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2558 มีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้นมากขึ้น ซึ่งต้องใช้แรงงานที่มีความรู้ด้านการออกแบบเป็นสำคัญ  สำหรับในปัจจุบันการผลิตขั้นต้นมีค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะเป็นขั้นกลางและปลายเป็นส่วนมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ การที่จะพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องเพิ่มในส่วนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นหรือขั้นตอนการออกแบบ จึงจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และนวัฒนกรรมได้ด้วยตัวเอง

เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีข้อจำกัดและความเสี่ยงทั้งทางด้านโครงสร้างการส่งออกและการผลิตซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การขาดความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก และความเสี่ยงในการโยกย้ายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต โดยจะต้องพัฒนาศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การขยายฐานผลิตภัณฑ์รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม โดยทางภาครัฐอาจมีแนวทางส่งเสริมและสนับสนุน ทั้งนี้พบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นและกลางก็ได้รับการสนับสนุนภายใต้แผนนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการให้แรงจูงใจเป็นพิเศษเพื่อให้มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในกิจการการผลิต เช่น การออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ  ดังนั้นการปรับตัวในอนาคตของอิเล็กทรอนิกส์ไทยเพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในอนาคต การปรับโครงสร้างการผลิตของอิเล็กทรอนิกส์กลางโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีโอกาสทางการตลาดสูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีหลักที่เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ต้นก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องถูกพัฒนาควบคู่กันไป

ซึ่งการลงทุนฉบับใหม่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่สำคัญ ในการมุ่งสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น เพื่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีแกนหลักของอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืน

แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืนดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างและพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ส่งเสริมการยกระดับองค์ความรู้และทักษะผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม

2. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลภาคอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต สนับสนุนการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างคุณค่าสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทางในการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้

3. พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานจริงในสถานประกอบการ

ทั้งนี้ ในสภาวะที่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ และการควบคุมในด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น การที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถมีธุรกิจที่แข่งขันได้และมีความยั่งยืน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านวิจัย และพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งบุคคลากรที่มีความชำนาญในเรื่องวิจัยและพัฒนา โดยที่ค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูงนี้เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมไม่สามารถแบกภาระนี้ไว้ได้ เป็นผลให้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อประสิทธิภาพ และ/หรือประสิทธิผลของการผลิตเลย ดังนั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ให้สามารถแข่งขันและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ภาครัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านการวิจัยและพัฒนา และการสร้างกำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ก็มีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่

อุตสาหกรรมใหม่ของไทยสร้างอนาคตไทยเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมได้กว่า 3 ล้านล้านบาท

อุตสาหกรรมใหม่ของไทยที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ คาดจะสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 3 ล้านล้านบาท พร้อมกันนี้รัฐบาลและเอกชน เร่งเดินเครื่องปั้นอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกให้เป็นผู้นำในตลาดอาเซียน

แผนยุทธศาสตร์ประเทศ หรือ  New  Growth  Model จะส่งผลให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้น้อย สู่ประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก โดยมี 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ หรือที่เรียกว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 2.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3.อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก 4.อุตสาหกรรมยานอากาศ และ 5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 20% หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท
การให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนตั้งกิจการในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ประกอบด้วย
1. อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน เชื้อเพลิงชีวภาพ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์
2. อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ บริการเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯ เพราะมีแนวโน้มมูลค่าการตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 เติบโตถึง 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 200% เมื่อเปรียบเทียบปี 2549
3. อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ที่ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะนำเม็ดไบโอพลาสติกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันที่สามารถย่อยสลายได้ และลดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติก
4. อุตสาหกรรมยานอากาศที่เมื่อมีการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน (เออีซี) รวมถึงแนวโน้มรูปแบบการสัญจรทางอากาศ ในปัจจุบันผู้ใช้บริการในทุกระดับสามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ รวมถึงการก่อสร้างสถานบินและเครื่องบินมี จำนวนมาก และ5. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กลุ่มอุตสาหกรรมโฆษณา กลุ่มธุรกิจการให้บริการด้านสถาปัตยกรรม กลุ่มธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงไทย กลุ่มอุตสาหกรรมดนตรีของไทย กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ฯลฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทนี้สูงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่มุ่งมาทางทวีปเอเชียมากขึ้น ทำให้ไทยช้าไม่ได้สำหรับการผลักดันอุตสาหกรรมที่เป็นคลื่นลูกใหม่อย่าง พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของ ภูมิภาคอาเซียนได้แล้ว อุตสาหกรรมดังกล่าว จะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไม่ได้ผลิตได้แค่ถุงพลาสติก แต่ยังสามารถผลิต วัสดุทางการแพทย์ วัสดุทางอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งหากอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ คาดว่าจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงต่าง ๆ ได้ภายใน 5 ปี

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้

17

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้มีศักยภาพด้านการท่อง เที่ยวสูง ทั้งนี้ด้วยความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ที่มีชายหาดและหมู่เกาะต่างๆ ที่สวยงาม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล ซึ่งเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้แก่ กิจกรรมดำน้ำ และกีฬาทางน้ำ (เรือใบ เรือบานาน่าโบ๊ท วินด์เซิร์ฟ เป็นต้น) รวมทั้งกิจกรรมอนุรักษ์สัตว์ทะเล เช่น การปล่อยเต่าทะเล และการจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน

จากรายงานสถิติล่าสุด ของ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวภาคใต้สูงกว่าทุกภาค (หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ) คือ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 27,319,500 คน (รวมนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเดินทางมากกว่า 1 จังหวัดในการเดินทางแต่ละครั้ง) ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 43 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้ภาคใต้ในสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 71 ของรายได้ท่องเที่ยวรวมของภาคใต้ที่มีมูลค่า 307,239 ล้านบาทในปี 2554

หากพิจารณาเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่า แหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวมากกว่าทุกภาค (หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ) เช่นกัน โดยมีจำนวน 11.68 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่มีจำนวนรวม 40.94 ล้านคน และสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้ภาคใต้ 219,543 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของรายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

รายได้ท่องเที่ยวดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจบริการและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจด้านที่พัก และธุรกิจด้านอาหารและ เครื่องดื่ม เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ในปี 2553 ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของภาคใต้มีมูลค่าประมาณ 55,951 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.1 จากมูลค่าธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของทุกภาคในไทย ดังนั้น จึงอาจประมาณได้ว่า ในปี 2554 ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของภาคใต้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 86,000 ล้านบาท

1 2